Tuesday, May 10, 2011

มองญี่ปุ่นในมุมมองที่มีแต่ให้เห็นในเวลานี้เท่านั้น ในเวลาที่ประเทศของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต

การได้กลับมาในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ความรู้สึกในตอนแรกที่ได้ทุนมอนบุโชมาเรียน รู้สึกดีใจ การมาครั้งนี้ไม่ได้ตื่นเต้นอีกแล้ว ความตั้งใจก็คือจะเรียนให้ได้มากที่สุดตามความสามารถที่เราจะทำได้ แต่ไม่อยากได้อะไรมากมายแล้ว อยากที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่า
มาเรียนได้หนึ่งเทอมก็ต้องพบกับสิ่งแปลกใหม่มากมาย เพราะที่เราเรียนมาคือวิศวกรรมเคมี แต่สิ่งที่ต้องทำวิจัยคือชีววิทยาที่เราต้องรู้จริงจัง รู้ลึกด้วยไม่งั้นก็ใบ้กินแน่ในการทำวิจัย ได้ทำในสิ่งที่หลากหลายและเชื่อว่าแลบที่เมืองไทยอาจให้เราไม่ได้มากขนาดนี้ แม้แลบนี้จะไม่มีเงิน ขาดแคลนทุน บริษัทที่มาให้เงินก็น้อย แต่เขาก็ทำในอะไรหลายๆอย่างที่ทำไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ทำ ตัดต่อยีน รีคอมบิแนนไซยาโนแบคทีเรีย วัดค่าก๊าซไฮโดรเจน ศึกษาพารามิเตอร์ต่างๆ ไม่นานเราก็เริ่มหัวปั่น ทำแลบตัวเป็นเกลียว สุดท้ายอาจารย์ก็ช่วยจัดการจนได้ชื่อในคอนเฟอเรนสองที่ สิ่งนี้เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยจริงๆ หากไม่มีอาจารย์ ผู้ช่วยอาจารย์ รุ่นพี่ และทุกๆคนรอบข้างที่ให้กำลังใจ
ในเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นต้องก้าวผ่านช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา เงินฝืดมาเนิ่นนาน การเสียอันดับความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกไปให้จีน เราสังเกตเห็นได้ว่าเพื่อนๆทุกคนในแลบเขาต่างต้องหางานพิเศษเพื่อที่จะจ่ายค่าเทอม จ่ายค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่าย นักเรียนญี่ปุ่นนั้นลำบากมากกว่านักเรียนต่างชาติที่ได้ทุนมากมาย เพราะเราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอม ทุกเดือนก็มีเงินโอนเข้ามาให้ใช้ แต่เด็กญี่ปุ่นต้องนั่งคิด นั่งคำนวณ ทำอาหารมากิน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พวกเขาทำงานหนัก หนักมากมายนัก และเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่บ่นแต่ก็ทำแลบไป แม้จะดึกแค่ไหน มันเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นญี่ปุ่นหรือเพราะแลบเราเป็นแลบชีวะก็ไม่ทราบได้
การเรียนทุกอย่างผ่านพ้นจนปิดเทอมฤดูเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เราตัดสินไม่กลับเมืองไทยเพื่อที่จะทำแลบได้ต่อเนื่อง วันศุกร์ที่11 มีนาคม สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากยืมกุญแกห้องถ่ายเอกสารจากอาจารย์ หลังถ่ายเอกสารเสร็จก็เดินไปคืนกุญแจอาจารย์ อาจารย์บอกว่า “จิชิน” (แผ่นดินไหว) เราก็บอกว่า Yes แล้วปิดประตูห้องอาจารย์เดินออกไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างเดินก็รู้สึกว่าทำไมมันแรงขึ้นตลอดเลย พอมาถึงโต๊ะก็รู้สึกเลยว่าไม่ธรรมดา ทุกคนเกาะโต๊ะ อาจารย์รีบวิ่งออกจากห้องตัวเองมาเกาะประตูห้องนักเรียนไว้ ไม่นานก็มีคำสั่งอพยพจากอาคาร เด็กปอโทคนหนึ่งรีบไปแกะกล่องหมวกนิรภัยก่อนแจกให้ทุกคนใส่แล้วออกจากตึกกัน ไปที่จุดรวมพล ข่าวสารนั้นรวดเร็วมาก ทุกคนรู้ว่าจะเกิดซึนามิใหญ่ เพื่อนบอกว่า 10 เมตรมันกำลังขึ้นฝั่งแล้ว เสียวิทยุบรรยายว่ารถลอย บ้านลอยเหมือนของเล่น อาจารย์ยิ้มๆแล้วก็ทำหน้าแบบว่าอะไรนะ เรายังบอกเพื่อนเลยว่ามันไม่จริงหรอกนะ ไม่นานก็มีประกาศเรื่องรถไฟหยุดวิ่ง เพราะต้องตรวจสอบความเสียหายของราง
รถไฟในโตเกียวหยุดวิ่งทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร รถไฟญี่ปุ่นมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่มีชินกันเซ็นตกรางเลย เพราะเขาลดความเร็วได้ก่อนแผ่นดินไหว จากการตรวจจับความสั่นสะเทือนเล็กน้อยได้ก่อนการสั่นจริง ทำให้ไม่มีอุบัติเหตุทางรถไฟเลย ปัญหาคือไม่รู้จะกลับบ้านยังไง มนุษย์เงินเดือนหลายๆคนต้องเดินเท้ากลับบ้าน แม้จะเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร บางคนเดินข้ามจังหวัดก็มี คน 35 ล้านคนไม่มีระบบคมนาคมแบบที่เคยมี มันสร้างความโกลาหลกันได้เลย ขอบคุณความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นที่ทำให้มันไม่โกลาหลมากมายนัก ระบบต่างๆในการรองรับแผ่นดินไหวก็ดีเยี่ยม แม้โตเกียวโดนไปถึง M5.6 แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเลย ตึกก็ยังอยู่ ไม่มีอะไรที่มองเห็นเป็นความเสียหายชัดเจน ญี่ปุ่นลงทุนกับระบบป้องกันแผ่นดินไหวมาก ที่มหาวิทยาลัยมีภาค Earthquake Engineering มีงานวิจัยมากมายเพื่อป้องกันความเสียหายจากแผ่นดินไหว รู้สึกทึ่งจริงๆ ว่างานวิจัยและเทคโนโลยีเหล่านี้ มันช่วยเราไว้จริงๆ
ในค่ำคืนนั้นก็มีแผ่นดินไหวตามมาตลอดเวลา มันเกิดตลอดเวลาจริงๆ แต่เพื่อนในแลบก็นั่งเฉยๆ ไม่เพ้อเจ้อว่าแผ่นดินไหวกลับบ้านไม่ได้ แม้จะไหวแรงแต่เขาก็นั่งทำงานกันเงียบๆ คืนนั้นไม่ได้กลับบ้านต้องไปอยู่บ้านพี่ป่าน กว่ารถไฟสายบ้านเราจะเปิดก็บ่ายสองของวันเสาร์ วันเสาร์และอาทิตย์ต่อมาเป็นวันสอบเอ็นทรานซ์ จริงไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยทำแลบ แผ่นดินไหวก็ยังเกิดตามมาไม่เว้นวัน พอวันจันทร์ ทั้งๆที่รัฐบาลก็รู้ว่าจะไม่มีไฟใช้แต่ก็ยังให้คนออกมาทำงาน รถไฟที่วิ่งไม่เต็มรอบ และวิ่งแค่เส้นทางเล็ก ทำให้หลายคนต้องใช้ทั้งเดินเท้าบวกกับรถไฟ เพื่อให้มาทำงานให้ได้ แต่คนญี่ปุ่นก็ยังมาทำงาน ถามว่าจะทำยังไง ส่วนมากก็ตอบว่าก็ตื่นเช้าขึ้นจะได้ทำงานไม่สายเตรียมตัวให้ดีขึ้นก็มาทำงานได้ทัน ในทีวีจะเห็นข่าวความเดือนร้อนนี้มากมาย แต่ทุกคนก็มาทำงาน รวมทั้งเราก็มาแลบ พอบ่ายสามมีข่าวว่าจะ Black out คือการตัดไฟสามชั่วโมงวนไปในแต่ละพื้นที่ ผลจากวิกฤตโรงงานไฟฟ้าที่ต้องปิดตัวลงหลายโรง ทำให้ไฟฟ้าในส่วนตะวันออกเฉียงเหนือไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งโตเกียวด้วย อาจารย์บอกว่าให้กลับบ้านกันเถอะ ตอนนั้นเองเราก็บอกอาจารย์ว่า หนูอาจกลับเมืองไทยแล้วจะกลับมาตอนเปิดเทอม เนื่องจากการระเบิดของไดอิจิ หมายเลขหนึ่งบวกกับการตุนน้ำและอาหารของคนในโตเกียว ทำให้รู้ว่ามันไม่ธรรมดาจริงๆ ที่คนญี่ปุ่นจะทำแบบนี้ ถึงมีจะมีความต้องการของสินค้าแต่ไม่มีการขึ้นราคาของน้ำและสิ่งจำเป็นใดๆ ไม่มีจริงๆ มีแต่ของหมด ทุกคนรู้ว่าเป็นของต้องการก็จะต่อคิวซื้อ คิวมันก็ยาวจริงๆ และจำกัดจำนวนที่สามารถซื้อได้ด้วย
รู้สึกเศร้าจริงๆ ที่เห็นทุกๆคนทำงานตามปกติ ทุกๆอย่างเหมือนเดิม แม้จะมีการระเบิดของเตาหมายเลขสองตามมาพร้อมด้วยการรั่วครั้งยิ่งใหญ่ จนต้องตัดสินใจบินกลับในคืนวันที่15 หลังจากแผ่นดินไหว 4 วันนั้นเอง บางครั้งดูทีวี ฟังข่าวแล้วมันก็เศร้าจนบรรยายไม่ถูกพอเห็นคนประสบภัย หลังจากกลับเมืองไทยมาได้ครึ่งเดือนนิดๆก็กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งของเช้าวันที่ 4 พฤษภาคม ปริมาณรังสีในน้ำประปาได้ลดลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่ ในอาหารด้วยที่พบการปะปน แต่ตั้งแต่กลับมาก็ดื่มน้ำประปาตลอด ตอนนี้ในตัวคงมีกระแสเลือดที่ปะปนไปด้วยกัมมันตรังสี แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะกลับมาแล้ว ก็ต้องอยู่ให้ได้
หลายมหาวิทยาลัยมีการเลื่อนเปิดเทอมไปหนึ่งเดือนเช่น มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) แต่สำหรับสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว (Tokyo Institute of Technology) อย่างเราไม่มีการเลื่อนเปิดเทอมในทางกลับกัน ต้องเรียนจันทร์ถึงศุกร์ ไม่มีวันหยุดใดๆ เรียนยาวไม่ว่าจะเป็นโกลเด้นวีค เพื่อทำให้ปิดเทอมเร็วขึ้นหนึ่งเดือน ไม่มีการแสดงความไม่พอใจเลย มีข่าวจากหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยทางด้านรัฐศาสตร์มีเด็กประท้วง ส่งจดหมายร้องเรียนพร้อมรูปภาพ ขอการเลื่อนเปิดเทอม แต่มหาวิทยาลัยทางสายวิทยาศาสตร์อย่างเรา รู้สึกจะมองแต่ตัวเลขกันจริงๆ ปนเปื้อนแต่ปลอดภัยก็คือปลอดภัย ปลอดภัยเพราะฉะนั้นก็ไม่เลื่อนเปิดเทอมแถมเรียนหนักขึ้นเพราะไฟไม่พอใช้ หากเรารีบเรียนตอนอากาศยังเย็นๆ ก็ไม่ต้องเปิดแอร์ตอนหน้าร้อน เด็กๆทุกคนก็ไม่มีใครบ่นซักคน ไม่เคยได้ยินเลย การอยู่ในโลกของตัวเลขมันก็ดีเหมือนกัน ถามเพื่อน เขาก็บอกว่าปลอดภัย เห็นไหมโปรเฟสเซอร์ด้านนิวเคลียร์ยังอยู่เลย เขาก็มาสอน แสดงว่าปลอดภัย
ไม่น่าเชื่อเมืองใหญ่ตอนนี้ มันมืดๆลง แต่ทุกคนก็ใช้ชีวิตทำงานอยู่เหมือนเดิม บทเรียนที่ได้จากญี่ปุ่นก็คือ เราควรรีบทำอะไรที่เราอยากทำ ทำโดยไม่รีรอที่จะทำ จะทำงาน ทำอะไรก็รีบๆทำ เพราะเวลาไม่กี่นาทีอาจเปลี่ยนแปลงอะไรไปได้ทั้งหมด ตอนนี้ก็รีบๆทำงานวิจัยให้มากๆ พรุ่งนี้อาจไม่มีไฟให้ใช้แล้วก็ได้ ไม่รู้จริงๆจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม เพราะฉะนั้นอย่ารีรอในสิ่งที่เราอยากทำ
ขอบคุณดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่นที่โค้ดความมีระเบียบ วินัยเอาไว้ ไม่งั้นคงเดือดร้อนกันมากกว่านี้ ในเวลาที่คนเป็นแสนประสบภัย ไม่มีบ้าน ไม่มีน้ำ ไฟ หรือแม้แต่อาหาร คนเป็นหมื่นเป็นศพ แต่พวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูกบอกให้ทำ จนมันทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตอนนี้ก็ต้องรอเวลาให้ทุกคนก็ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อก้าวเดินต่อไปในเวลาที่ยากลำบาก
อยากเอาข้อความจากวิกิมาแปะไว้ ว่าโตเกียวเคยเจออะไรมาบ้าง และครั้งนี้มันเล็กน้อยมากจริงๆ
Tokyo went on to suffer two major catastrophes in the 20th century, but it recovered from both. One was the 1923 Great Kantō earthquake, which left 140,000 dead or missing, and the other was World War II. The Bombing of Tokyo in 1944 and 1945, with 75,000 to 200,000 killed and half of the city destroyed, was almost as devastating as the atomic bombs of Hiroshima and Nagasaki combine

2 comments:

w!z said...

นับถือความพยายามในการพิมพ์เลย orz

G@MeRLoT said...

อ่านแล้วขนลุกเลย สู้ๆนะคะ