Tuesday, May 10, 2011

มองญี่ปุ่นในมุมมองที่มีแต่ให้เห็นในเวลานี้เท่านั้น ในเวลาที่ประเทศของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต

การได้กลับมาในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ความรู้สึกในตอนแรกที่ได้ทุนมอนบุโชมาเรียน รู้สึกดีใจ การมาครั้งนี้ไม่ได้ตื่นเต้นอีกแล้ว ความตั้งใจก็คือจะเรียนให้ได้มากที่สุดตามความสามารถที่เราจะทำได้ แต่ไม่อยากได้อะไรมากมายแล้ว อยากที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่า
มาเรียนได้หนึ่งเทอมก็ต้องพบกับสิ่งแปลกใหม่มากมาย เพราะที่เราเรียนมาคือวิศวกรรมเคมี แต่สิ่งที่ต้องทำวิจัยคือชีววิทยาที่เราต้องรู้จริงจัง รู้ลึกด้วยไม่งั้นก็ใบ้กินแน่ในการทำวิจัย ได้ทำในสิ่งที่หลากหลายและเชื่อว่าแลบที่เมืองไทยอาจให้เราไม่ได้มากขนาดนี้ แม้แลบนี้จะไม่มีเงิน ขาดแคลนทุน บริษัทที่มาให้เงินก็น้อย แต่เขาก็ทำในอะไรหลายๆอย่างที่ทำไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ทำ ตัดต่อยีน รีคอมบิแนนไซยาโนแบคทีเรีย วัดค่าก๊าซไฮโดรเจน ศึกษาพารามิเตอร์ต่างๆ ไม่นานเราก็เริ่มหัวปั่น ทำแลบตัวเป็นเกลียว สุดท้ายอาจารย์ก็ช่วยจัดการจนได้ชื่อในคอนเฟอเรนสองที่ สิ่งนี้เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยจริงๆ หากไม่มีอาจารย์ ผู้ช่วยอาจารย์ รุ่นพี่ และทุกๆคนรอบข้างที่ให้กำลังใจ
ในเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นต้องก้าวผ่านช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา เงินฝืดมาเนิ่นนาน การเสียอันดับความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกไปให้จีน เราสังเกตเห็นได้ว่าเพื่อนๆทุกคนในแลบเขาต่างต้องหางานพิเศษเพื่อที่จะจ่ายค่าเทอม จ่ายค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่าย นักเรียนญี่ปุ่นนั้นลำบากมากกว่านักเรียนต่างชาติที่ได้ทุนมากมาย เพราะเราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอม ทุกเดือนก็มีเงินโอนเข้ามาให้ใช้ แต่เด็กญี่ปุ่นต้องนั่งคิด นั่งคำนวณ ทำอาหารมากิน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พวกเขาทำงานหนัก หนักมากมายนัก และเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่บ่นแต่ก็ทำแลบไป แม้จะดึกแค่ไหน มันเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นญี่ปุ่นหรือเพราะแลบเราเป็นแลบชีวะก็ไม่ทราบได้
การเรียนทุกอย่างผ่านพ้นจนปิดเทอมฤดูเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เราตัดสินไม่กลับเมืองไทยเพื่อที่จะทำแลบได้ต่อเนื่อง วันศุกร์ที่11 มีนาคม สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากยืมกุญแกห้องถ่ายเอกสารจากอาจารย์ หลังถ่ายเอกสารเสร็จก็เดินไปคืนกุญแจอาจารย์ อาจารย์บอกว่า “จิชิน” (แผ่นดินไหว) เราก็บอกว่า Yes แล้วปิดประตูห้องอาจารย์เดินออกไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างเดินก็รู้สึกว่าทำไมมันแรงขึ้นตลอดเลย พอมาถึงโต๊ะก็รู้สึกเลยว่าไม่ธรรมดา ทุกคนเกาะโต๊ะ อาจารย์รีบวิ่งออกจากห้องตัวเองมาเกาะประตูห้องนักเรียนไว้ ไม่นานก็มีคำสั่งอพยพจากอาคาร เด็กปอโทคนหนึ่งรีบไปแกะกล่องหมวกนิรภัยก่อนแจกให้ทุกคนใส่แล้วออกจากตึกกัน ไปที่จุดรวมพล ข่าวสารนั้นรวดเร็วมาก ทุกคนรู้ว่าจะเกิดซึนามิใหญ่ เพื่อนบอกว่า 10 เมตรมันกำลังขึ้นฝั่งแล้ว เสียวิทยุบรรยายว่ารถลอย บ้านลอยเหมือนของเล่น อาจารย์ยิ้มๆแล้วก็ทำหน้าแบบว่าอะไรนะ เรายังบอกเพื่อนเลยว่ามันไม่จริงหรอกนะ ไม่นานก็มีประกาศเรื่องรถไฟหยุดวิ่ง เพราะต้องตรวจสอบความเสียหายของราง
รถไฟในโตเกียวหยุดวิ่งทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร รถไฟญี่ปุ่นมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่มีชินกันเซ็นตกรางเลย เพราะเขาลดความเร็วได้ก่อนแผ่นดินไหว จากการตรวจจับความสั่นสะเทือนเล็กน้อยได้ก่อนการสั่นจริง ทำให้ไม่มีอุบัติเหตุทางรถไฟเลย ปัญหาคือไม่รู้จะกลับบ้านยังไง มนุษย์เงินเดือนหลายๆคนต้องเดินเท้ากลับบ้าน แม้จะเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร บางคนเดินข้ามจังหวัดก็มี คน 35 ล้านคนไม่มีระบบคมนาคมแบบที่เคยมี มันสร้างความโกลาหลกันได้เลย ขอบคุณความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นที่ทำให้มันไม่โกลาหลมากมายนัก ระบบต่างๆในการรองรับแผ่นดินไหวก็ดีเยี่ยม แม้โตเกียวโดนไปถึง M5.6 แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเลย ตึกก็ยังอยู่ ไม่มีอะไรที่มองเห็นเป็นความเสียหายชัดเจน ญี่ปุ่นลงทุนกับระบบป้องกันแผ่นดินไหวมาก ที่มหาวิทยาลัยมีภาค Earthquake Engineering มีงานวิจัยมากมายเพื่อป้องกันความเสียหายจากแผ่นดินไหว รู้สึกทึ่งจริงๆ ว่างานวิจัยและเทคโนโลยีเหล่านี้ มันช่วยเราไว้จริงๆ
ในค่ำคืนนั้นก็มีแผ่นดินไหวตามมาตลอดเวลา มันเกิดตลอดเวลาจริงๆ แต่เพื่อนในแลบก็นั่งเฉยๆ ไม่เพ้อเจ้อว่าแผ่นดินไหวกลับบ้านไม่ได้ แม้จะไหวแรงแต่เขาก็นั่งทำงานกันเงียบๆ คืนนั้นไม่ได้กลับบ้านต้องไปอยู่บ้านพี่ป่าน กว่ารถไฟสายบ้านเราจะเปิดก็บ่ายสองของวันเสาร์ วันเสาร์และอาทิตย์ต่อมาเป็นวันสอบเอ็นทรานซ์ จริงไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยทำแลบ แผ่นดินไหวก็ยังเกิดตามมาไม่เว้นวัน พอวันจันทร์ ทั้งๆที่รัฐบาลก็รู้ว่าจะไม่มีไฟใช้แต่ก็ยังให้คนออกมาทำงาน รถไฟที่วิ่งไม่เต็มรอบ และวิ่งแค่เส้นทางเล็ก ทำให้หลายคนต้องใช้ทั้งเดินเท้าบวกกับรถไฟ เพื่อให้มาทำงานให้ได้ แต่คนญี่ปุ่นก็ยังมาทำงาน ถามว่าจะทำยังไง ส่วนมากก็ตอบว่าก็ตื่นเช้าขึ้นจะได้ทำงานไม่สายเตรียมตัวให้ดีขึ้นก็มาทำงานได้ทัน ในทีวีจะเห็นข่าวความเดือนร้อนนี้มากมาย แต่ทุกคนก็มาทำงาน รวมทั้งเราก็มาแลบ พอบ่ายสามมีข่าวว่าจะ Black out คือการตัดไฟสามชั่วโมงวนไปในแต่ละพื้นที่ ผลจากวิกฤตโรงงานไฟฟ้าที่ต้องปิดตัวลงหลายโรง ทำให้ไฟฟ้าในส่วนตะวันออกเฉียงเหนือไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งโตเกียวด้วย อาจารย์บอกว่าให้กลับบ้านกันเถอะ ตอนนั้นเองเราก็บอกอาจารย์ว่า หนูอาจกลับเมืองไทยแล้วจะกลับมาตอนเปิดเทอม เนื่องจากการระเบิดของไดอิจิ หมายเลขหนึ่งบวกกับการตุนน้ำและอาหารของคนในโตเกียว ทำให้รู้ว่ามันไม่ธรรมดาจริงๆ ที่คนญี่ปุ่นจะทำแบบนี้ ถึงมีจะมีความต้องการของสินค้าแต่ไม่มีการขึ้นราคาของน้ำและสิ่งจำเป็นใดๆ ไม่มีจริงๆ มีแต่ของหมด ทุกคนรู้ว่าเป็นของต้องการก็จะต่อคิวซื้อ คิวมันก็ยาวจริงๆ และจำกัดจำนวนที่สามารถซื้อได้ด้วย
รู้สึกเศร้าจริงๆ ที่เห็นทุกๆคนทำงานตามปกติ ทุกๆอย่างเหมือนเดิม แม้จะมีการระเบิดของเตาหมายเลขสองตามมาพร้อมด้วยการรั่วครั้งยิ่งใหญ่ จนต้องตัดสินใจบินกลับในคืนวันที่15 หลังจากแผ่นดินไหว 4 วันนั้นเอง บางครั้งดูทีวี ฟังข่าวแล้วมันก็เศร้าจนบรรยายไม่ถูกพอเห็นคนประสบภัย หลังจากกลับเมืองไทยมาได้ครึ่งเดือนนิดๆก็กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งของเช้าวันที่ 4 พฤษภาคม ปริมาณรังสีในน้ำประปาได้ลดลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่ ในอาหารด้วยที่พบการปะปน แต่ตั้งแต่กลับมาก็ดื่มน้ำประปาตลอด ตอนนี้ในตัวคงมีกระแสเลือดที่ปะปนไปด้วยกัมมันตรังสี แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะกลับมาแล้ว ก็ต้องอยู่ให้ได้
หลายมหาวิทยาลัยมีการเลื่อนเปิดเทอมไปหนึ่งเดือนเช่น มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) แต่สำหรับสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว (Tokyo Institute of Technology) อย่างเราไม่มีการเลื่อนเปิดเทอมในทางกลับกัน ต้องเรียนจันทร์ถึงศุกร์ ไม่มีวันหยุดใดๆ เรียนยาวไม่ว่าจะเป็นโกลเด้นวีค เพื่อทำให้ปิดเทอมเร็วขึ้นหนึ่งเดือน ไม่มีการแสดงความไม่พอใจเลย มีข่าวจากหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยทางด้านรัฐศาสตร์มีเด็กประท้วง ส่งจดหมายร้องเรียนพร้อมรูปภาพ ขอการเลื่อนเปิดเทอม แต่มหาวิทยาลัยทางสายวิทยาศาสตร์อย่างเรา รู้สึกจะมองแต่ตัวเลขกันจริงๆ ปนเปื้อนแต่ปลอดภัยก็คือปลอดภัย ปลอดภัยเพราะฉะนั้นก็ไม่เลื่อนเปิดเทอมแถมเรียนหนักขึ้นเพราะไฟไม่พอใช้ หากเรารีบเรียนตอนอากาศยังเย็นๆ ก็ไม่ต้องเปิดแอร์ตอนหน้าร้อน เด็กๆทุกคนก็ไม่มีใครบ่นซักคน ไม่เคยได้ยินเลย การอยู่ในโลกของตัวเลขมันก็ดีเหมือนกัน ถามเพื่อน เขาก็บอกว่าปลอดภัย เห็นไหมโปรเฟสเซอร์ด้านนิวเคลียร์ยังอยู่เลย เขาก็มาสอน แสดงว่าปลอดภัย
ไม่น่าเชื่อเมืองใหญ่ตอนนี้ มันมืดๆลง แต่ทุกคนก็ใช้ชีวิตทำงานอยู่เหมือนเดิม บทเรียนที่ได้จากญี่ปุ่นก็คือ เราควรรีบทำอะไรที่เราอยากทำ ทำโดยไม่รีรอที่จะทำ จะทำงาน ทำอะไรก็รีบๆทำ เพราะเวลาไม่กี่นาทีอาจเปลี่ยนแปลงอะไรไปได้ทั้งหมด ตอนนี้ก็รีบๆทำงานวิจัยให้มากๆ พรุ่งนี้อาจไม่มีไฟให้ใช้แล้วก็ได้ ไม่รู้จริงๆจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม เพราะฉะนั้นอย่ารีรอในสิ่งที่เราอยากทำ
ขอบคุณดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่นที่โค้ดความมีระเบียบ วินัยเอาไว้ ไม่งั้นคงเดือดร้อนกันมากกว่านี้ ในเวลาที่คนเป็นแสนประสบภัย ไม่มีบ้าน ไม่มีน้ำ ไฟ หรือแม้แต่อาหาร คนเป็นหมื่นเป็นศพ แต่พวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูกบอกให้ทำ จนมันทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตอนนี้ก็ต้องรอเวลาให้ทุกคนก็ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อก้าวเดินต่อไปในเวลาที่ยากลำบาก
อยากเอาข้อความจากวิกิมาแปะไว้ ว่าโตเกียวเคยเจออะไรมาบ้าง และครั้งนี้มันเล็กน้อยมากจริงๆ
Tokyo went on to suffer two major catastrophes in the 20th century, but it recovered from both. One was the 1923 Great Kantō earthquake, which left 140,000 dead or missing, and the other was World War II. The Bombing of Tokyo in 1944 and 1945, with 75,000 to 200,000 killed and half of the city destroyed, was almost as devastating as the atomic bombs of Hiroshima and Nagasaki combine

Monday, June 07, 2010

ทำไมถึงทำกับฉันได้

เมื่อคืนมีความสุขมาก เพราะว่าไปเลี้ยงรุ่นเพื่อนๆสมัย ม.ต้น แต่น่าเสียดายที่ต้องรีบกลับก่อนเพราะว่ามีติดสอบวิชากฎหมายปกครอง LW312/LA312 พอกลับมาถึงบ้านจัดแจงอาบน้ำ อ่านหนังสือและหนีไม่พ้นเราเองก็ต้องอ่านเตรียมสอบในแบบที่อาจารย์ใบ้ หรือบอกมาเป็นนัยๆระหว่างการสอนเท่าที่พอจะหาข้อมูลได้ ถึงแม้ไม่ได้เข้าห้องเรียนแต่ก็ติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ

แล้วอาจารย์แกก็ใบ้มาในระยะสุดท้ายในเว็บทางมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการดังนี้ (ไม่อยากเอาที่บอกในห้องเพราะไม่มีหลักฐาน)


ค่ะ แน่นอนสี่ข้อนะคะ อ่านตามพ.ร.บ. ดังกล่าวเลยค่ะ เด็กน้อยหอยโข่งก็อ่านไปท่องไป โดยเฉพาะ พ.ร.บ. สุดท้ายค่ะที่จะออกในมาตรา 9(3) บอกมาหมดเลยมีมาตรามีขอบเขตในวงเล็บชัดเจน แจ่มสุดๆ ทั้งพ.ร.บ. อ่านอยู่จุดการละเมิดวนไปมาทั้งคืน ลืมไปเลยว่ามีมาตราอื่น อ่านแต่มาตรา 9 72 ไรแบบนั้น ที่สำคัญอาจารย์สอนในห้องใช้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และคือบอกว่าจะใช้ที่สอน2551ออกสอบ รวมถึงบอกว่า พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2539 อาจารย์จะออกช่วงต้นๆ(บอกในห้อง)

พอถึงเวลาทำข้อสอบค่ะ ผลเป็นดังนี้



ข้อ1 รับได้
ข้อ2 รับไม่ได้ บอกจะออก 51 แต่ใช้ 35
ข้อ3 ไหนบอกช่วงต้นๆ แต่อุทธรณ์อะมันมาตรา 44 แล้วนะ
ข้อ4 ไหนบอกว่ามาตรา 9(3) ไง ทำไมออกเงื่อนไข

ค่ะ บ่นอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำข้อสอบและเซ็ง ถ้าใบ้แบบนี้อย่าใบ้ดีกว่า ถ้าไม่ใบ้คงทำได้ดีกว่านี้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปีนี้ยังไม่จบราม และคงต้องดร๊อปไปอีกหลายปี เพราะอีกสามเดือนจะไปญี่ปุ่นแล้ว ดันติดวิชานี้ ลงครั้งแรกแล้วก็ไม่ผ่านเหมือนที่ใครๆพูดไว้เลย

ข้อสอบครั้งนี้ไม่ยาก หากไม่ดูคำใบ้อาจารย์

Saturday, March 06, 2010

พรุ่งนี้คือวันสอบครั้งสุดท้ายของ นศ.

เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน
โดย อ.วิทยากร เชียงกูล

ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน
เขาด้นดั้น หาสิ่งใด

ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉย อย่าบ่นอย่าโวยวาย


ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว


มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

4 ปีในการเป็นลูกแม่โดม 4 ปีที่ร่ำเรียนมา 4 ปีในรั้วธรรมศาสตร์มีเรื่องมากมายให้จดจำ มิตรภาพ ความรัก ของคนหนุ่มสาวกำลังจะจบในวันพรุ่งนี้ อีกไม่นานเราก็ต้องจบออกไปอย่างเต็มตัว นำสิ่งที่ร่ำเรียนมาและประสบการณ์ แนวคิด ปัญหาของสังคมที่มีมากมายเหลือเกินในปัจจุบัน รอให้คนรุ่นใหม่นำไปตั้งปัญหา และดำเนินบทบาทในฐานะผู้มีความรู้ สิ่งที่ได้ในวันนี้ไม่ได้มีแค่กระดาษในมือ แต่มันมากมายจริงๆ

ลาก่อนห้องเรียนที่รังสิต (อาคารยิมเนเซียม 2/23-กุมภาพันธ์-2553)
4 ปีนั้นมันคุ้มค่าจริงๆ สำหรับชีวิต นศ.

Friday, February 19, 2010

ท่าพระจันทร์

เมื่อสองวันก่อน ไปศิริราชมาก็เลยได้มีโอกาสไปเดินที่ท่าพระจันทร์ เพราะใช้บริการรถตู้มธ.รังสิตถึง มธ.ท่าพระจันทร์ ไปถึงท่าพระจันทร์ตั้งแต่ยังไม่แปดโมงเช้า นั่งกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่า ที่เคยไปกินในช่วงซัมเมอร์ของปีสอง เดินเล่นก่อนไปนั่งเรือข้ามฟาก เคยใช้บริการตั้งแต่ 1 บาท จนตอนนี้ค่าบริการเพิ่มไปสามเท่าแล้วคือ 3 บาท สะดุดตาเหลือเกินกับสตรอเบอรี่สีแดงลูกโต ดูน่ากิน

อีกรูปก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนแปดโมงเช้า

Friday, February 12, 2010

กุมภาพันธ์อีกแล้ว

ผ่านไปอีกแล้วอีกหนึ่งปี ชีวิตมันช่างรวดเร็วจริงๆ ปีนี้ใครๆก็ว่าเป็นปีชงของเรา แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์อันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเหลือเกิน ปีนี้เป็นปีที่เราจะจบการศึกษา แน่นอนละต้องจบให้ได้ ไม่จบได้ไงละ ต้องลุ้นต่อไปว่าจะจบที่รามคำแหงภายในซัมเมอร์นี้ไหม ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหรือสอบตกก็คงทำได้ ปีนี้เป็นปีที่เราได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นด้วยทุน Monbusho ในปลายเดือนเก้า พอนั่งนับนิ้วดูจะรู้ว่า นี่ก็ใกล้เวลาที่จะไปญี่ปุ่นแล้วนะ การไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปหนึ่งปี แล้วกลับมา แต่ครั้งนี้จะเป็นการเรียนต่อต้องกินเวลาถึง 4-5 ปี อีกแค่ 7 เดือนเราจะออกเดินทางแล้ว เตรียมตัวให้ดี ดูต่อไปว่าเราจะลาภหรือเรื่องวุ่นวายเข้ามาไหม ขอให้เป็นเรื่องดีๆเถอะ

อีกสองวันก็จะเป็นวันวาเลนไทน์แล้ว แต่ก็ต้องโด่ดเดี่ยวเดียวดาย เพราะเราอยู่ไกลห่างกันเหลือเกิน ช่างเป็นโชคชะตาที่น่าสงสาร ทำไมเราถึงต้องอยู่ไกลกันถึงหนึ่งปีด้วยเนี่ย สู้ต่อไปนะ วันวาเลนไทน์นี้เป็นวันที่ต้องไปสอนพิเศษและอ่านหนังสือสอบที่ราม ช่างไม่น่าโรแมนติกเอาซักเลย

วันนี้วิชา เครื่องจักรกลเล็กการเกษตร มีแลบให้ทำด้วยคือการผลิต ไบโอดีเซล

วิธีการนั้นง่ายมากจริงๆ เพิ่งรู้ นั้นก็คือนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาตรวจค่า pH จากนั้นให้คำนวณปริมาณโซดาไฟ(NaOH)ที่จะนำมาใส่ โซดาไฟที่ชั่งมาจะนำมาละลายในเมทิลแอลกอฮอล์ จะได้เมธิลท๊อกไซด์ นำสารที่ได้ไปเทใส่นำมันพืชใช้แล้วที่ถูกอุ่นให้อยู่ในอุณหภูมิ 60องศา จากนั้นเขย่าเป็นเวลา 20 นาที ก่อนใส่น้ำเล็กน้อยแล้วทิ้งไว้ 4 ชั่วโมงให้น้ำมันแยกเฟสเอาส่วนที่เป็นน้ำออกไป


เขย่าสาร


ส่วนผสมถูกใส่น้ำและตั้งทิ้งไว้ เพื่อแยกเฟส


เสร็จเป็นกลุ่มแรกเลย เพราะเราคือนศ.วิศวกรรมเคมี เริ่มตั้งแต่อาจารย์ให้ไตเตรตหาค่า pH เราก็ใช้อินดิเคเตอร์แทน ต่อมาโซดาไฟมันละลายยากเหลือเกินในเมธิลแอลกอฮอล์ ก็เลยแอบเติมน้ำไปนิดหน่อยจะได้ละลายเร็วๆ แล้วไปลดปริมาณที่เติมในช่วงแยกเฟสแทน



รวมพลังน้องมินท์ น้องส้ม น้องริ่ง น้องหนึ่ง และพี่ภา เห้อเหลือเรียนกับน้องๆอีกแค่หนึ่งครั้งเอง เร็วจริงๆเทอมสุดท้ายของเรา

Wednesday, October 14, 2009

การสอบที่โหดที่สุด

วันนี้ตื่นนอนตอนตีห้าตรง นอนรอคนโทรมาปลุกอยู่สิบนาทีแต่ก็ไม่มีวี่แวว ก็เลยไปอาบน้ำแต่งชุดนักศึกษา เวฟมักกะโรนีกับชงกาแฟกินตอนเช้าแต่น่าเสียดายกินไปได้ครึ่งจานก็อิ่ม สุดท้ายเลยต้องเททิ้ง นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกมาหน้าหมู่บ้านเมืองเอก นั่งรถเมล์ไปเมเจอร์รังสิตเพื่อไปต่อรถตู้ไปรามสอง ต่อคิวขึ้นรถตู้ตามปกติ ปกติรถตู้จะใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นในการเดินทางไปรามสอง วันนี้การเดินทางบนโทล์เวย์และทางด่วนดินแดง-บางนาเป็นไปตามปกติ ยกเว้นซอยทางเข้ารามสองที่น้ำท่วมสูงเท่าหัวเข่า รถก็เลยติดอยู่ตรงทางเข้ารามอยู่ครึ่งชั่วโมงถึงจะมาถึงมหาวิทยาลัย ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวได้อย่างอยากลำบากก็เกิดเหตุการณ์น่ากลัวบนรถตู้ เนื่องจากแอร์มันเสียซักอย่างงั้น เรานั่งริมหน้าต่างด้านแดดส่องเลยค่อยๆกลายเป็นเนื้อหมูแดดเดียว พอรถตู้มาถึง ก็ถึงกับช๊อคค่ะ เพราะทั้งมหาวิทยาลัยน้ำท่วม หากจะไปสอบต้องเดินลุยน้ำแน่นอนเพื่อข้ามถนน เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยและเดินไปที่ตึกสอบ

ดูสภาพเอาละกันว่าการสอบครั้งนี้มันยากลำบากขนาดไหน แต่ต้องกัดฟันทนเพราะอีกไม่นานก็จะเรียนจบแล้ว จำเป็นที่จะต้องสอบวิชาวันนี้ให้ผ่าน ไม่อย่างงั้นจะเสียเวลาไปอีกเทอม เลยต้องสู้

การสอบเทอมนี้แปดเล่มของเราใกล้เสร็จแล้ว เหลือกฎหมายอีกเล่มเดียว สู้ตาย



Sunday, September 27, 2009

HPV

วันนี้เป็นวันที่สอง หลังจากไปฉีดวัตซีนป้องการมะเร็งปากมดลูก แต่ทำไมแขนมันยังปวดอยู่เลย ขยับมากก็รู้สึกแปลบๆ แต่ถึงยังไงก็รู้สึกดีมากทีเดียวที่ได้ฉีด เพราะตอนนี้ราคาวัคซีนก็ลดลง แต่ก่อนราคาเหยียบหมื่น แต่ล่าสุดไปฉีดที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจังหวัดปทุมธานี เขามีโปรโมทชั่นราคาวัคซีนสามเข็ม 6800 บาท แต่เนื่องจากต้องมีค่าบริการแพทย์บวกกับอุปกรณ์แพทย์ ค่าบริการสามครั้ง จึงต้องบวกเงินเข้าไปอีก 500 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 7300 ไปฉีดวัคซีนยังได้กระเป๋าลองชอมสีชมพูขอเก๊แถมมาอีกด้วยแหละ การไปฉีดยาครั้งนี้เลยได้ข้อมูลเรื่องวัคซีนมาด้วยคือตอนนี้มีอยู่สองยี่ห้อคือ Cervarix กับ Gardasil ยี่ห้อแรกเนี่ยคือ
Cervarix สามารถป้องกันไวรัสได้สองสายพันธุ์ อันเป็นสาเหตุของมะเร็ง ด้วยความที่มันมีแค่สองสายพันธุ์มันจึงมีประสิทธิภาพ สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า Gardasil
Gardasil สามารถป้องกันได้ สี่สายพันธุ์ เลยป้องกันได้แบบหลากหลาย ทั้งหูด มะเร็งและอื่นๆ ราคาจึงแพงกว่า เพราะมันป้องกันได้หลายโรค หูดหลายแบบ หมอบอกว่าเหมาะกับคนมีแฟนเยอะและชาวสีม่วง (ตรงกะเราป่าว?)

สุดท้ายเลยเลือก Cervarix หลังเข้าไปฟังหมออธิบายเรื่องวัคซีน ซักประวัติทำความเข้าใจ ก็ถูกนำตัวไปฉีดยาเข็มแรก ซึ่งเข็มที่สองจะถูกฉีดห่างจากเข็มแรก 1 เดือน เข็มสุดท้ายจะถูกฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน รวมจบสามเข็ม วัคซีนป้องกันมะเร็งได้ 70-80% เยอะดีเนอะ

อีกเรื่องคือฤดูสอบอีกแล้ว
วันนี้ไปสอบที่ราม 2 อากาศกำลังดีเชียว ตื่นหกโมงเช้าอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านเจ็ดโมง ไปถึงที่สอบตอน8.30นั่งอ่านหนังสือจนเข้าสอบตอน 9.30 ทำข้อสอบประมาณ 40 นาทีก็นั่งรถตู้กลับบ้าน แวะกินก๋วยจับหน้าหมู่บ้านเจ้าประจำจนถึงบ้าน 12.00 อาบน้ำแล้วก็นอนไม่รู้ตัวไปอีกสามชั่วโมง แย่แล้ว อีกสองวันจะสอบอีกแล้วยังเอาแต่นอน เทอมนี้ลงรามไปตั้ง 8 ตัว ไม่รู้จริงๆว่าเราจะรอดไหม แง้ๆ